Travis Scott: แร๊ปเปอร์ผู้เปลี่ยนภาพลักษณ์แบรนด์ต่างๆ ผ่านไอเดียของเขาเอง

เมื่อ 3 ปีที่แล้ว ‘ทราวิส สก็อตต์’ มีชื่ออยู่ในทำเนียบ Forbes 30 Under 30 ด้วยผลงานเพลงที่ยอดเยี่ยมของเขา ตอนนี้นอกจากการที่เขาเป็นหน้าเป็นตาให้กับแบรนด์ต่างๆ เขากำลังช่วยบริษัทใหญ่ๆ เปลี่ยนภาพลักษณ์แบรนด์ของพวกเขาใหม่ และเขายังมีสิทธ์มีเสียงในการเสนอความคิดให้กับแบรนด์มากขึ้น ซึ่งนั่นเองก็เปลี่ยนการที่นักแสดงและบริษัทต่างๆ ทำงานร่วมกัน  

ว่าแต่ ก่อนจะคว้ารางวัลนี้มาได้ เรื่องราวชีวิตของเขาเป็นมาอย่างไร? ทำไมเขาถึงสามารถเสนอให้แบรนด์ต่างๆ ทำตามความคิดเห็นเขาได้? สิ่งที่เขาเสนอให้กับแบรนด์ต่างๆ นั้นประสบความสำเร็จหรือไม่?

ติดตามได้ที่นี่ 

 

ทราวิส สก็อตต์คือใคร

ทราวิส สก็อตต์ เป็นหนึ่งในแร็ปเปอร์ที่ดังที่สุดในโลก ตั้งแต่ที่เขามีชื่ออยู่ใน Forbes 30 Under 30 เมื่อ 3 ปีที่แล้ว เขาก็สามารถทำเงินได้มากกว่า 100 ล้านดอลลาร์จากเพลงและการทัวร์เพลงของเขาในปี 2019 ทราวิสมีชื่อเสียงจากการเป็นแร็ปเปอร์ที่มีเสียงห้าวและแหบแห้ง แฟนๆ ของเขาแทนตัวเองว่า Rager ซึ่งแปลว่าผีบ้า และเรียกทราวิสว่า La Flame ที่แปลว่าไฟ

 

ชีวิตวัยเด็ก

ทราวิสเติบโตขึ้นในเมืองมิสซูรี รัฐเทกซัส ประเทศอเมริกา ตั้งแต่ยังเด็ก เขาฝันอยากที่จะไปลอส แอนเจลีส เขาบอกกับตัวเองว่า เขาต้องใช้จินตนาการของเขาให้มากที่สุดในการทำฝันของเขาให้เป็นจริง เขาเรียนรู้วิธีการเล่นกลองจากพ่อของเขาซึ่งเป็นนักดนตรีสมัครเล่น นอกจากนี้ลุงของเขาก็เป็นนักแต่งเพลง ซึ่งนั่นทำให้เขาได้คลุกคลีกับการเล่นดนตรีมาตั้งแต่เด็ก เขาสอบติดที่มหาวิทยาลัยเทกซัส แต่ตัดสินใจลาออกเพื่อไป ลอส แอนเจลิส ที่เขาใฝ่ฝันมาตั้งแต่เด็ก ท่ามกลางความไม่เห็นด้วยของแม่เขา

 

จุดเริ่มต้นการเดินทางในโลกดนตรี

ทราวิสส่งอีเมลไปหาแอนโทนี คิลฮอฟเฟอร์ ผู้จัดการเพลง “ผมสามารถบอกได้ถึงความเก่งของศิลปิน ผ่านวิธีการที่เขาเขียน ทราวิสเป็นคนที่เก่งมาก” แอนโทนีกล่าว ซึ่งแน่นอนว่าแอนโทนีก็รับเขาเข้ามาอยู่ในค่าย Kanye West GOOD Music 

ในปี 2015 เขาได้ออกอัลบัมแรกของเขา Rodeo ซึ่งติดอันดับที่ 2 ในการจัดอันดับของ Billboards และสามารถขายได้มากกว่า 1 ล้านแผ่น ปีต่อมา เขาก็ออกอัลบัมใหม่ชื่อว่า Birds in the Trap Sing McKnight ซึ่งก็ติดการจัดอันดับของ Billboards เหมือนกันและขายได้มากกว่า 1 ล้านแผ่น หลังจากนั้นเขาก็ได้จัดทัวร์คอนเสิร์ตในการโปรโมทเพลงอัลบัมเพลงของเขาอย่างต่อเนื่อง และการแสดงสดของเขาก็ได้รับการชื่นชมอย่างมากมาย

 

ปฏิวัติวงการโฆษณา

หลายสิบปีที่ผ่านมา นักแสดงใช้ความดังของตัวเองให้เป็นประโยชน์ในการเป็นหน้าตาให้กับบริษัทต่างๆ และยิ่งในศตวรรษนี้ ชื่อเสียงยังให้โอกาสในการทำธุรกิจในรูปแบบใหม่ๆ ซึ่งดียิ่งกว่าการโฆษณาทั่วๆ ไปให้กับบริษัทต่างๆ เสียอีก ทราวิสทำงานร่วมกับแบรนด์ใหญ่หลายๆ แบรนด์ เขาต่างจากนักแสดงคนอื่นๆ ตรงที่เขาสามารถมีสิทธ์ในการเสนอแบรนด์เหล่านั้นได้ว่า เขาต้องการทำอะไร “บริษัทพวกนั้นอนุญาตให้พวกเราทำการตลาดเองและให้เราสร้างโลกของพวกเราเอง” ทราวิสกล่าว

ทราวิสได้ร่วมทำงานให้กับแบรนด์มากมาย ตั้งแต่แบรนด์ที่ใช้ภาพลักษณ์ของเขาที่ดูวัยรุ่นอย่าง Play Station และค่ายเกม Epic Games ไปจนถึงแบรนด์เก่าๆ ที่อยากจะให้เขาเข้ามาทำให้แบรนด์ดูใหม่ขึ้นอย่าง McDonald’s และ General Mills

 

ออกแบบรองเท้าให้กับไนกี้

ทราวิสได้ร่วมกับไนกี้ในการออกแบบรองเท้ารุ่น Cactus Jack ซึ่งเป็นแบรนด์ย่อยของรองเท้ารุ่น Air Jordan รองเท้าของเขาเป็นที่ต้องการของคนที่ชื่นชอบรองเท้าผ้าใบ ทราวิสน่าจะได้เงินราว 10 ล้านดอลลาร์จากการร่วมงานกับไนกี้ ความนิยมของรองเท้าเขาทำให้เขากลายเป็นผู้นำเทรนด์แฟชั่น ซึ่งในภายหลังก็ทำให้เขาได้รับการทาบทามจากหลายๆ บริษัทให้เขาไปร่วมงานด้วย และเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เขาได้ทำงานร่วมกับแบรนด์ต่างๆ อีกมากมาย และที่สำคัญที่สุดเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญที่ทำให้วงการโฆษณาได้เริ่มที่จะเปลี่ยนไป โดยการปรับเปลี่ยนวิธีการที่นักแสดงสามารถสนับสนุนแบรนด์ต่างๆ  

 

แสดงคอนเสิร์ตสดในเกมออนไลน์ 

ในเดือนเมษายนของปีที่แล้ว หลังจากโควิด-19ได้ทำให้ทุกการแสดงดนตรีสดปกติต้องถูกยุติลง เขาจึงได้คิดวิธีการแสดงแบบใหม่ร่วมกับค่ายเกม Epic Games โดยเป็นการแสดงคอนเสิร์ตสดในเกม Fornite ซึ่งเป็นหนึ่งในเกมยอดนิยมของค่าย 

ผลตอบรับของแคมเปญนี้ดีมากๆ ซึ่งมียอดผู้ชมสดถึง 12 ล้านคนในการแสดงสดในเกม เขาได้สร้างตัวละครในเกมของตัวเองที่มีความสูงมากกว่าผู้เล่นอื่นถึง 1,000 เท่า ซึ่งทำให้เขามีความโดดเด่นมากๆ ต่างจากผู้เล่นคนอื่นๆ การแสดงจบด้วยการที่เขาได้เปิดตัวซิงเกิลใหม่ของเขาที่ชื่อว่า The Scotts “มันเป็นโอกาสที่ทำให้ผมได้ทำทุกอย่างที่อยากทำอย่างเต็มที่ จัดการแสดงที่ทำไม่ได้ในโลกจริงๆ และไม่มีกฎเกณฑ์ใดๆ ที่สามารถห้ามคุณได้” ทราวิสกล่าว

การจัดคอนเสิร์ตสดในเกมทำให้ทุกคนเห็นแล้วว่า ค่ายเกม Epic Games เองก็ยังสนใจและติดตามเทรนด์ต่างๆ อยู่เสมอ และทำในสิ่งที่มากกว่าการเป็นผู้ผลิตเกมธรรมดาๆ ในขณะเดียวกัน ทราวิสก็แสดงให้เห็นถึงการวิธีใหม่ในการสร้างรายได้ของวงการดนตรี

เขาสามารถสร้างรายได้ราว 20 ล้านดอลลาร์ในแคมเปญนี้ ซึ่งมากกว่าการจัดการแสดงดนตรีทั่วๆ ไปเสียอีก ทราวิสแสดงให้เห็นว่าการแสดงออนไลน์ที่ตอนแรกถูกมองเป็นลูกเล่นเล็กๆ อาจเป็นสิ่งที่มาทดแทนการแสดงสดแบบปกติได้ อีกทั้งยังช่วยกระชับความสัมพันธ์ระหว่างแบรนด์กับตัวนักแสดงเองให้แน้นแฟ้นมากยิ่งขึ้น “สิ่งต่างๆ กำลังเปลี่ยนไป คุณต้องคอยคิดสิ่งใหม่ๆ ที่น่าสนใจอยู่เสมอ ไม่เช่นนั้นมันก็เป็นแค่โฆษณาตัวหนึ่งที่ใครๆ ต่างก็ทำกัน” ฟิล แรมพูลลา ผู้จัดการแบรนด์ค่ายเกม Epic Games  

 

คิดเมนูให้แมคโดนัลด์

จากการที่รายได้ลดลงในช่วงวิกฤติโควิด-19 แมคโดนัลด์คิดว่าเขาต้องทำอะไรสักอย่างในการดึงดูดความสนใจของลูกค้ามากขึ้น แมคโดนัลด์จึงติดต่อทราวิสไปให้เขามาเป็นพรีเซนเตอร์ของแบรนด์ ซึ่งทราวิสเองก็ตอบตกลงเพราะเขาชอบทานแมคโดนัลด์อยู่แล้ว แมคโดนัลด์ขอให้ช่วยคิดเมนูอาหารให้ เขาก็ได้เสนอให้โปรโมทเมนูโปรดที่เขาชอบทานมาตั้งแต่เด็กไป 

หลังจากนั้น ทราวิสก็ช่วยทำโฆษณาในโทรทัศน์ โดยการเขียนร่างแอนิเมชันด้วยมือ และเขียนสคริปบางส่วน เมนูของเขาได้รับความนิยมอย่างมาก จนทำให้สินค้าขาดตลาด “ทราวิสเป็นสัญลักษณ์แห่งวัฒนธรรม” เจนนิเฟอร์ ฮีลลัน รองประธานฝ่ายการตลาดของแมคโดนัลด์สาขาอเมริกากล่าว โดยปกติแล้ว แบรนด์จะเป็นคนสั่งให้นักแสดงทำตามวิธีการตลาดของเขา ซึ่งสิ่งที่ทราวิสทำก็แสดงให้เห็นแล้วว่า การให้โอกาสนักแสดงคิดวิธีการโฆษณาของเขาเองมากขึ้น ก็สามารถทำให้โฆษณาสำเร็จได้เหมือนกัน

นอกจากนี้ เขาเองก็มีความคิดในการทำสินค้าอื่นๆ นอกจากอาหารที่เป็นสินค้าหลักของแมคโดนัลด์ เขาจึงขอสิทธ์จากแมคโดนัลในการทำสินค้าต่างๆ ในลวดลายแมคโดนัลด์ เช่น ผ้าห่ม กางเกงขาสั้น เสื้อคอกลม และเสื้อกันหนาว ซึ่งยังรวมถึงหมอนที่มีรูปทรงเหมือนนักเก็ต ทราวิสและทีมของเขายังได้ออกแบบชุดเครื่องแบบของพนักงานแมคโดนัลด์อีกด้วย “ตอนแรกตอนที่ผมขอแมคโดนัลด์ทำสินค้าใหม่ๆ แมคโดนัลด์เองก็ใช้เวลาคิดและตัดสินใจอยู่นานพอสมควร ท้ายที่สุดเขาก็อนุญาตให้พวกเราทำมัน ซึ่งผลตอบรับทุกอย่างก็ออกมาดี” ทราวิสกล่าว 

เมนูของทราวิสออกมาในเดือนกันยายนปีที่แล้ว รายได้เฉลี่ยของแมคโดนัลด์ในแต่ละสาขาจากที่ลดลงร้อยละ 8.7 ในไตรมาสที่ 2 กลับมาเพิ่มขึ้นร้อยละ 4.6 ในไตรมาสที่ 3 ซึ่งสาเหตุหลักๆ ก็มาจากเมนูของทราวิสที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก นิตยสาร Forbes คาดการว่า ทราวิสสามารถสร้างรายได้ได้ถึง 5 ล้านดอลลาร์เป็นอย่างต่ำจากการร่วมงานธรรมดากับแมคโดนัลด์ และอีก 15 ล้านจากการขายสินค้าที่เขาคิดขึ้นและออกแบบเอง

 

เรื่องราวชีวิตของทราวิซทำให้เราเห็นแล้วว่า นักแสดงเองก็มีสิทธ์มีเสียงมากขึ้นในการช่วยคิดวิธีการโฆษณาร่วมกับแบรนด์ต่างๆ ด้วยตัวเอง และผลตอบรับก็ออกมาค่อนข้างดีเช่นกัน ซึ่งตรงกันข้ามกับแนวคิดเดิมๆ ที่แบรนด์จะเป็นคนคิดและสั่งให้นักแสดงทำตามในสิ่งที่เขาคิดและเสนอไป นับจากนี้ไป วงการโฆษณาจะเป็นอย่างไร ความสัมพันธ์ระหว่างนักแสดงและแบรนด์จะเปลี่ยนไปแค่ไหน และจะมีวิธีสร้างสรรค์ใหม่ๆ อย่างไรที่จะคอยดึงดูดลูกค้าอยู่เสมอ พวกเราก็คงต้องติดตามกันต่อไป 

 

อ้างอิง

https://bit.ly/3giILqK

สูตรความสำเร็จกับ "ที่สุด" ของประเทศ

คอร์สออนไลน์กับผู้บริหาร ผู้นำทางความคิด แบบที่ไม่เคยมีมาก่อน