ทศพล ชัยสัมฤทธิ์ผล: นักข่าวมากประสบการณ์กับมาตรฐานสื่อของไทย

ในขณะที่บางสื่อเจาะลึก ทำไมบางสื่อถึงแตะแค่ผิวๆ? พาเจาะปัญหาการทำข่าวและข้อจำกัดของสื่อไทย ข่าวแบบไหนเรียกว่าดี? ข่าวแบบไหนแค่เรียกกระแส? 

วันนี้ Career Fact จะพาทุกคนมาทำความรู้จักและพูดคุยกับ พี่ตอง ทศพล ชัยสัมฤทธิ์ผล นักข่าวมากประสบการณ์ ผู้อยู่ในแวดวงสื่อมานานเกือบ 10 ปี เคยร่วมงานมาแล้วกับสื่อทุกรูปแบบไม่ว่าจะเป็นสื่อกระแสหลักอย่างช่อง 7 สื่อทีวีดิจิทัลอย่าง Spring News และสื่อออนไลน์อย่าง BBC ไทย และ The Standard

“ลองใช้พื้นที่ตรงนี้ในการถกเถียงกันด้วยเหตุผล มากกว่าอารมณ์ ส่วนฝ่ายสื่อมวลชนเองก็ควรระมัดระวังการใช้คำที่อาจจุดกระแสได้” – ทศพล ชัยสัมฤทธิ์ผล

จากคนแปลข่าวสู่นักข่าวภาคสนาม

พี่ตองเรียนจบเอกภาษาอังกฤษ มหาวิทยาลัยราชภัฎสวนดุสิต และมีโอกาสได้ฝึกงานกับช่อง 7 ในส่วนข่าวต่างประเทศ โดยรับหน้าที่แปลและวิเคราะห์ข่าวจากแหล่งข่าวภาษาอังกฤษ ก่อนจะได้รับเข้าทำงานเป็นผู้ประกาศข่าวต่างประเทศเต็มตัวในภายหลัง

ช่วงแรกที่เลือกทำอาชีพนักข่าว พี่ตองเพียงต้องการใช้ทักษะภาษาในการแปลเท่านั้น แต่พอได้เห็นนักข่าวคนอื่นๆ ลงพื้นที่ทำสกู๊ปข่าวต่างๆ เขาก็เริ่มสนใจอยากจะเสนอเรื่องราวจากมุมมองตัวเองบ้าง เขารู้สึกเหมือนถูกจำกัดศักยภาพของตัวเองจากการต้องนั่งประจำอยู่ที่โต๊ะ

และพอได้รับโอกาสลงพื้นที่บ้าง ก็ยิ่งมั่นใจในความคิดดังกล่าว

เมื่อทาง Spring News ติดต่อเชิญเขามาเป็นนักข่าวภาคสนาม พี่ตองจึงตกปากรับงานอย่างไม่ลังเล

นักข่าว 4.0

การได้มาเป็นนักข่าวภาคสนามเต็มตัวทำให้พี่ตองได้ฝึกฝนทักษะการทำทุกอย่างด้วยตัวคนเดียว ตั้งแต่รายงานข่าว ถ่ายทำ และตัดต่อ ซึ่งเมื่อย้อนกลับไปประมาณ 5-6 ปีก่อน ก็นับว่าเป็นสิ่งใหม่ในวงการสื่อไทยเลยทีเดียว เพราะปกติตำแหน่งงานจะแบ่งแยกกันชัดเจนว่าผู้สื่อข่าวก็ทำหน้าที่แค่รายงานข่าว คนแปลก็ทำหน้าที่แปล และช่างภาพก็ทำหน้าที่ถ่ายทำ การที่คนคนเดียวทำควบสามตำแหน่งพร้อมกันนั้นไม่ได้หาได้ง่ายๆ เมื่อมี ‘ข่าวตามหมาย’ หรือข่าวที่สถานทูตต่างประเทศเชิญไปทำข่าว (ซึ่งส่วนใหญ่จะเชิญไปแค่ 1-2 คน) พี่ตองก็จะเป็นตัวเลือกแรกๆ ที่ถูกส่งไปเพราะความสามารถในการทำทุกอย่างด้วยตัวคนเดียวได้นั่นเอง

ในระหว่างที่สังกัด Spring News พี่ตองมีโอกาสได้รายงานประเด็นสำคัญทั่วโลกตั้งแต่การเลือกตั้งประธานาธิบดีคนใหม่ของเกาหลีใต้หลังจากประชาชนกดดันให้คนก่อนลงจากตำแหน่ง ข่าวแผ่นดินไหวเนปาลที่คร่าชีวิตผู้คนไปกว่า 100,000 ราย ไปจนถึงพิธีสาบานตนเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีของ โดนัลด์ ทรัมป์ เรียกได้ว่าผ่านการรายงานหลายประเด็นร้อนมาอย่างโชกโชนเลยทีเดียว

มาตรฐานสื่อไทยอยู่ตรงไหนของมาตรฐานสากล

หลังจากเป็นนักข่าวที่ Spring News ได้ 4 ปี พี่ตองก็ย้ายสังกัดไปอยู่กับ BBC ไทยอีก 1 ปี ก่อนจะได้รับทุนการศึกษาระดับปริญญาโทจากสหราชอาณาจักรที่ Cardiff University สาขาวารสารระหว่างประเทศ บทเรียนสำคัญที่พี่ตองค้นพบที่ประเทศอังกฤษ คือมาตรฐานสื่อของประเทศโลกที่หนึ่งนั้นอยู่สูงกว่าของไทยมาก

ในประเทศอังกฤษ ก่อนที่ข่าวๆ หนึ่งจะได้รับการเผยแพร่จะต้องผ่านการตรวจสอบ

คัดกรอง และปรับแก้จากกองบรรณาธิการหลายชั้นมากๆ ต้องทำให้แน่ใจว่าข่าวที่จะถูกนำเสนอนั้นเป็นไปตามหลักการที่กำหนดไว้ เนื่องจากมีองค์กรสื่อที่คอยกำกับและบังคับใช้กฎหมายว่าข่าวที่ออกมาต้องไม่ละเมิดสิทธิมนุษยชนและข้อยิบย่อยอื่นๆ มากมาย

หากลองเทียบกับสื่อไทย โดยพี่ตองยกตัวอย่างกรณีถ้ำหลวง จะเห็นว่าไม่มีการควบคุมข่าวลือใดๆ เพราะหวังแต่กระแสและเรตติ้ง แทนที่สื่อจะช่วยทำหน้าที่คัดกรองเพื่อให้ผู้ชมได้รับสารที่ถูกต้อง กลับกลายเป็นสื่อเสียเองที่ช่วยกระจายข่าวปลอม หรือ Fake News

จะเปลี่ยนแปลงวงการสื่อไทยได้ยังไง?

พี่ตองบอกตามตรงว่าจะให้เขาเปลี่ยนแปลงวงการสื่อด้วยตัวคนเดียวคงเป็นไปได้ยาก จริงอยู่ที่พี่ตองตั้งใจจะนำหลักการทำข่าวที่ได้เรียนรู้มาประยุกต์ใช้ แต่ระหว่างนี้ก็ทำได้แค่ให้ความช่วยเหลือสำนักข่าวที่มีแนวคิดตรงกัน กล่าวคือ สำนักที่ไม่ได้เน้นทำเพื่อสร้างกระแส แต่เน้นทำเพื่อสะท้อนความจริงบางอย่างและมีกระบวนการที่ถูกต้องตามหลักการ

อย่างเช่นในกรณีของม็อบที่เกิดขึ้นในช่วงหลายอาทิตย์ที่ผ่านมา สำนักข่าวส่วนใหญ่มักจะใช้วิธี ‘Live สด’ เพื่อให้ทันต่อเหตุการณ์และอยู่ในกระแส ซึ่งแม้ทาง BBC ไทย เองก็เคยคิดจะทำแบบเดียวกัน แต่เมื่อพิจารณาถึงความสุ่มเสี่ยงของเนื้อหาข้อเรียกร้องต่างๆ ที่เข้าข่ายละเมิดกฎหมายไทยก็ต้องล้มเลิกไป เนื่องจากอาจทำให้แหล่งข่าว (กลุ่มแกนนำและผู้ร่วมขบวน) ตกอยู่ในความเสี่ยงได้ จึงต้องเปลี่ยนมาทำข่าวแบบ ‘Slow News’ กล่าวคือ การลงพื้นที่สัมภาษณ์แต่นำมาตัดต่อลงเป็นคลิปสรุปเหตุการณ์ให้ชมในภายหลัง โดยที่เนื้อหาที่ลงจะผ่านการตรวจสอบมาแล้วว่า ไม่ทำร้ายแหล่งข่าว (Source)

พี่ตองมองว่า ปัจจัยสำคัญที่จะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงไม่ใช่แค่ผู้สื่อข่าว แต่รวมถึงกองบรรณาธิการและองค์กรว่ามีความเข้าใจในเรื่องขั้นตอนการคัดกรองข่าวมากแค่ไหน ไม่ใช่แค่ได้อะไรมาก็รีบลง

“ถ้าลงข่าวอะไรไปแต่เกิดกระแสตีกลับ แล้วทำแค่ลบโพสต์และออกมาขอโทษโดยไม่ชี้แจงอะไร แสดงว่ากองบรรณาธิการองค์กรนั้นมีปัญหาอยู่”

สื่อโดนเซนเซอร์จริงไหม?

พี่ตองบอกว่า สำนักข่าวมีข้อจำกัดการรายงานข่าวมาโดยตลอด เพียงแต่เหตุการณ์ม็อบที่เกิดขึ้นทำให้เห็นชัดเจนมากยิ่งขึ้น ทุกวันนี้จะเห็นว่าสื่อเกือบทุกช่องทางรวมถึงสื่อกระแสหลักเริ่มหันมารายงานข่าวเรื่องม็อบแล้ว แต่ความแตกต่างอยู่ที่รายละเอียดของข่าว จะเห็นว่าสื่อออนไลน์ลงเนื้อหาที่เจาะลึกกว่าสื่อทางโทรทัศน์ที่มักรายงานเพียงภาพรวม ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น? พี่ตองให้เหตุผลคร่าวๆ มา 3 ข้อ นั่นคือ:

  1. บรรณาธิการสื่อออนไลน์หัวก้าวหน้ากว่า และเชื่อในสิทธิเสรีภาพของสื่อมวลชนที่จะนำเสนอความจริงให้ผู้ชมรับรู้
  2. สื่อกระแสหลักแบกรับค่าใช้จ่ายสูงกว่าสื่อออนไลน์ ทั้งค่าใช้จ่ายในการประมูลช่องกว่า 10 ล้านบาท ทั้งยังมีพนักงานในองค์กรมากกว่า ต้นทุนการทำสื่อก็มากกว่า พูดอีกนัยหนึ่งคือ หากรายงานข่าวสุ่มเสี่ยงออกไปแล้วโดนคำสั่งให้ปิดช่อง สื่อโทรทัศน์ก็จะมีสิ่งที่ต้อง ‘สูญเสีย’ มากกว่าสื่อออนไลน์นั่นเอง
  3. ไม่ใช่นายทุนเจ้าของสื่อทุกคนจะมาจากภาคสื่อสารมวลชน บางคนก็เป็นนักธุรกิจ แน่นอนว่าพอมีคำว่านายทุนเข้ามาครอบการตัดสินใจเอาไว้ ผลประโยชน์ทางธุรกิจก็ย่อมมาก่อนสิทธิเสรีภาพสื่อ

แต่ในยุคที่ผู้ชมมีช่องทางในการเสพสื่อมากกว่าสมัยก่อน พวกเขาก็ไม่จำเป็นต้องทนรับชมสื่อที่ไม่ตอบโจทย์ความต้องการของตัวเองอีกต่อไป ความจริงข้อนี้สะท้อนให้เห็นผ่านการที่สื่อโทรทัศน์เริ่มประกาศปลดพนักงานออกจำนวนมากเพื่อลดต้นทุน สวนทางกับภาคออนไลน์ที่มีสื่อใหม่เกิดขึ้นเรื่อยๆ หากเทรนด์นี้ยังคงดำเนินต่อไป ไม่แน่ว่าในอนาคตสื่อออนไลน์อาจจะกลายเป็นสื่อกระแสหลักก็เป็นได้

หลายคนมองว่าปรากฏการณ์สื่อนำเสนอไม่เท่ากันนี้ไม่ใช่ปัญหา เพราะผู้บริโภคก็มีสิทธิ์ที่จะเลือกเสพสื่อออนไลน์ได้หากสื่อกระแสหลักไม่ตอบโจทย์ แต่คนกลุ่มนั้นอาจลืมไปว่า ไม่ใช่ทุกคนที่สามารถเข้าถึงสื่อออนไลน์ ยังมีคนอีกมากที่ไม่มีเงินมากพอจะเข้าถึงอินเทอร์เน็ตตลอดเวลา หากสื่อกระแสหลักยังคงเลือกที่จะแตะบางประเด็นแค่เพียงผิวเผินเช่นเดิม ช่องว่างของการรับรู้ข่าวสารระหว่างคนที่เข้าถึงและไม่สามารถเข้าถึงสื่อออนไลน์ ก็จะมีแนวโน้มขยายตัวมากขึ้นเรื่อยๆ

ทำไมทุ่มเทให้กับอาชีพนี้ขนาดนั้น?

ไม่ใช่ทุกอาชีพที่มีโอกาสได้เข้าไปอยู่ในเหตุการณ์สำคัญๆ ของโลก การเป็นนักข่าวสำหรับพี่ตองคือการได้บันทึกประวัติศาสตร์ในแบบฉบับของตัวเองและถ่ายทอดให้ผู้ชมรับรู้ผ่านช่องทางต่างๆ นอกจากนั้นคือ เมื่อได้ไปลองพูดคุยกับผู้ประสบเหตุโดยตรง ก็พบว่าคนเหล่านี้มีเรื่องราวมากมาย แต่ด้วยข้อจำกัดเรื่องเวลาทำให้คนเป็นผู้สื่อข่าวต้องย่อยข้อมูลให้เหลือแต่สิ่งสำคัญต่อตัวบุคคลในข่าว แล้วนำมารายงานในกรอบเวลาเพียง 3-4 นาที ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ท้าทายและต้องมีความรับผิดชอบสูงมาก เป็นจุดที่ทำให้ตระหนักถึงความสำคัญของจรรยาบรรณและจริยธรรมในการทำข่าว เพราะคนทำข่าวมีอำนาจในมือที่จะเลือกเล่าจากมุมไหนก็ได้

พี่ตองยอมรับว่า ช่วงแรกๆ ก็ไม่ได้อุทิศตนกับการเป็นนักข่าวมากนัก แต่เมื่อตระหนักได้ถึงความรับผิดชอบอันพึงมีต่อแหล่งข่าวและความเชื่อใจจากองค์กรที่ส่งไปลงพื้นที่ ก็ตัดสินใจว่าจะทำหน้าที่นักข่าวให้ดีที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

“ในยุคปัจจุบัน อาชีพสื่อก็เหมือนกับนักเรียนนักศึกษา เราต้องคอยเรียนรู้อยู่ตลอด เพื่อให้ก้าวตามทันเทคโนโลยีและแพลตฟอร์มสื่อที่พัฒนาเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา” คือ นิยามคำว่า ‘สื่อ’ ของพี่ตอง

คำแนะนำในการเสพสื่อของคนไทย

ปัญหาการเสพสื่อของคนไทยคือชอบเสพข้อมูลชั้นเดียวแล้วขาดการนำไปไตร่ตรองหรือหาข้อมูลเพิ่มเติมจากแหล่งอื่น เพื่อให้แน่ใจว่าข่าวสารเรื่องนั้นๆ ที่รับมามีความรอบด้านจริงๆ อีกปัญหาหนึ่งคือการมีอารมณ์ร่วมที่มากเกินไปจนต้องพิมพ์ข้อความสร้างความเกลียดชัง (Hate Speech) ในกลุ่มผู้เสพสื่อตาม Social Media ทำให้ภูมิทัศน์สื่อออนไลน์มีแต่ความ Toxic

พี่ตองอยากให้ทุกคนลองใช้พื้นที่ตรงนี้ในการถกเถียงกันด้วยหลักการและเหตุผล แทนการใช้อารมณ์เป็นหลักอย่างที่เป็นกันอยู่ทุกวันนี้ แต่หน้าที่ตรงนี้ก็ไม่ได้อยู่ที่ประชาชนฝ่ายเดียว ฝ่ายสื่อมวลชนเองก็ควรระมัดระวังการใช้คำที่อาจจุดกระแสในทางลบและไม่ควรนำเสนออย่างมีอคติเลือกข้าง

สูตรความสำเร็จกับ "ที่สุด" ของประเทศ

คอร์สออนไลน์กับผู้บริหาร ผู้นำทางความคิด แบบที่ไม่เคยมีมาก่อน