ดร.พิณนรี ธีร์มกร: Passion คือการเรียนรู้ สู่อาจารย์และที่ปรึกษาแพลตฟอร์ม Edsy

วันนี้ Career Fact มีโอกาสได้พูดคุยกับ ‘พี่พินพิน’ – ดร.พิณนรี ธีร์มกร อาจารย์จาก Sasin School of Management เธอจะพาเราทุกคนไปติดตามการเดินทางของชีวิต ‘เด็กเนิร์ด’ คนหนึ่งตั้งแต่วันที่พลาดโอกาสจนถึงวันที่ทำตามความฝันได้สำเร็จ 

ชีวิตในวัยเรียน

พี่พินพิน เล่าย้อนไปตั้งแต่สมัยเรียนประถมที่โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยรามคำแหง การศึกษาที่นั่นมีลักษณะ ‘เล่นมากกว่าเรียน’ เป็นโรงเรียนที่มีกิจกรรมให้ทำหลากหลายเช่น วาดรูป เล่นกีฬาหรือแม้แต่การประดิษฐ์ สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นพื้นฐานสำคัญที่ทำให้พี่พินพินเป็นอย่างที่เป็นในทุกวันนี้และทำให้ได้เปิดมุมมองต่อการเรียนรู้ว่า 

การเรียนเก่งไม่ใช่เป้าหมายของชีวิตและความสำเร็จไม่ได้มีเฉพาะในตัวหนังสือ

ดร.พิณนรี ธีร์มกร

ในช่วงมัธยมต้น พี่พินพินเล่าว่าตนเองก็ใช้ชีวิตเหมือนกับนักเรียนทั่วไปไม่ได้เข้มงวดกับการเรียนมากเท่าไหร่แต่ด้วยพื้นฐานที่เป็นคนเรียนเก่งอยู่แล้ว จึงมีโอกาสได้ไปสอบคัดเลือกเป็นผู้แทนไปแข่งขันวิทยาศาสตร์โอลิมปิกระหว่างประเทศ (IJSO) และได้ตำแหน่งตัวสำรองกลับมา การสอบในครั้งนี้กลายเป็นสิ่งที่เตือนสติให้พี่พินพินหันกลับมาใส่ใจและเข้มงวดกับการเรียนอีกครั้งในช่วงมัธยมปลาย โดยมีจุดมุ่งหมายในการไปแข่งขันโอลิมปิกวิชาการและการสอบชิงทุนเล่าเรียนหลวง ทำให้ระยะเวลา 3 ปีต่อจากนี้ของพี่พินพินมีความท้าทายเป็นอย่างมาก เพราะเต็มไปด้วยการแข่งขันและมีเป้าหมายที่ต้องไปให้ถึง

แรงจูงใจเพื่อเป็นที่หนึ่ง

แรงจูงใจอะไรกันที่ทำให้พี่พินพินต้องพยายามขนาดนี้? เธอบอกว่าเพราะอนาคตของตัวเธอเองที่ต้องการไปศึกษาต่อในต่างประเทศ แต่เนื่องจากทุนทรัพย์ไม่เพียงพอที่จะไปเรียนต่อด้วยตัวเอง เธอจึงต้องหาโอกาสผ่านการสอบชิงทุนต่างๆ ประกอบกับความอยากแก้ตัวในการสอบแข่งขัน IJSO ครั้งที่แล้ว ทำให้เธออยากที่จะลองตั้งใจเรียนอีกสักครั้งและเป็นการท้าทายตัวเธอเองว่า ถ้าหากเธอจริงจังกับการเรียนแล้วจะไปได้ไกลสักแค่ไหน 

อีกหนึ่งแรงจูงใจคือ บรรยากาศและสภาพแวดล้อมในโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ที่กระตุ้นให้นักเรียนตื่นตัวกับการแข่งขัน คนที่ได้ที่หนึ่งจะได้รับการชื่นชม สิ่งเหล่านี้คือแรงจูงใจที่ทำให้พี่พินพินผลักดันตัวเองเพื่อไปให้ถึงเป้าหมายที่วางไว้ในอนาคต จนในที่สุดพี่พินพินก็ได้รับเหรียญทองเคมีโอลิมปิกและได้ทุนเล่าเรียนหลวงไปศึกษาต่อในต่างประเทศตามที่หวังไว้

ขับเคลื่อนด้วย Passion

พี่พินพินเชื่อว่าอะไรที่ขับเคลื่อนด้วย Passion มักจะสำเร็จด้วยตัวมันเอง อย่างเช่น การเรียนของพี่พินพินที่เริ่มมาจากความชอบในการเรียนรู้และมีการต่อยอดและพัฒนาจนทำให้พี่พินพินได้รับเหรียญทองเคมีโอลิมปิกและได้ทุนเล่าเรียนหลวง แต่สิ่งเหล่านี้ก็ไม่ใช่สิ่งที่ได้มาด้วยความชอบเพียงอย่างเดียวแต่ต้องมีวินัยและความตั้งใจประกอบด้วย  แม้ว่าในการสอบแข่งขันของเธอจะไม่ได้ที่ 1 แต่เธอก็ไม่เสียใจหรือเสียดาย เพราะว่าเธอได้ทำทุกอย่างเท่าที่จะทำได้ไปหมดแล้ว เมื่อทำเต็มที่ที่สุดแล้วก็จะไม่มานั่งเสียใจในภายหลัง

หาอะไรที่เหมาะสมกับตัวเองและทำมันให้ดีที่สุด

เธอกล่าว

ชีวิตในรั้วมหาลัย

พี่พินพินได้ทุนเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ประเทศสหรัฐอเมริกา คณะวิศวกรรมศาสตร์ไฟฟ้า สาเหตุที่เลือกวิศวกรรมศาสตร์ไฟฟ้าเพราะพื้นฐานเป็นคนที่ชอบคณิตศาสตร์อยู่แล้วและไฟฟ้ายังเป็นศาสตร์ที่คิดว่าตนเองมีความถนัดมากที่สุดเมื่อเทียบกับศาสตร์อื่นๆ รวมถึงยังคิดว่าวิศวกรรมจะทำให้คนมีความคิดเป็นระบบมากขึ้น

แต่ความตั้งใจในตอนแรกของพี่พินพิน คือคิดว่าหลังจากเรียนจบปริญญาตรีแล้วจะไปเรียนต่อในสายบริหารธุรกิจ แล้วก็ออกมาเป็นผู้บริหารบริษัทใดบริษัทหนึ่ง ซึ่งเป็นเส้นทางอาชีพแบบเดียวกับคุณพ่อ ในขณะเดียวกันก็มีผู้ใหญ่แนะนำให้เรียนต่อปริญญาเอกแล้วออกมาเป็นอาจารย์ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่พี่พินพินตั้งเป้าหมายหรือคิดเอาไว้ จนกระทั่งพบว่าอาจารย์ที่สอนกำลังทำวิจัยเกี่ยวกับการสร้างแรงจูงใจให้กับคนโดยใช้ศาสตร์ของวิศวกรรมเข้ามาช่วย ทำให้พี่พินพินเกิดความสนใจและอยากที่จะทำวิจัยในลักษณะนี้บ้าง จึงทำให้คิดว่า ‘อาจารย์’ ก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับอาชีพในอนาคต

และเนื่องจากผลการเรียนที่ดีจึงทำให้อาจารย์ดึงตัวเธอเข้ามาร่วมทำวิจัยด้วย ยิ่งทำให้เธอมีความคิดที่จะเรียนต่อปริญญาเอก ระหว่างนั้นเธอได้มีโอกาสไปฝึกงานที่บริษัทแห่งหนึ่งเพื่อค้นหาว่าตนเหมาะกับการทำงานบริษัทหรือไม่ แต่เธอรู้สึกว่างานที่ได้ไปทำมีความน่าเบื่อและจำเจ ประกอบกับเส้นทางอาชีพที่ถ้าเรียนจบไปก็ต้องมาเป็น Software Programmer ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่คาดหวังไว้ ทำให้เธอคิดว่าต้องเรียนต่อไม่สายใดก็สายหนึ่ง เพราะเธอต้องการอาชีพที่มีความยืดหยุ่นในการทำงานและต้องการเรียนรู้สิ่งใหม่และสนุกไปกับมันอยู่เสมอ เธอจึงคิดว่าการเรียนต่อปริญญาเอกเหมาะกับเธอมากที่สุด

สิ่งที่ต้องแลกมากับการเรียนมาทั้งชีวิต

การเรียนก็เป็นด้านหนึ่งของชีวิต แต่พี่พินพินเล่าว่าสิ่งที่ต้องแลกมากับการเรียนของเธอนั้นคือ การไม่ได้ใช้โอกาสในเรื่องอื่นๆ ของชีวิต แต่ไม่ได้หมายความว่าการตั้งใจเรียนเป็นสิ่งที่ไม่ดีหรือเป็นผลเสีย แน่นอนว่าการตั้งใจเรียนอาจทำให้เรามีทักษะด้านสังคมหรือด้านกีฬาที่ไม่เท่าคนอื่น แต่สิ่งเหล่านี้ก็สามารถพัฒนาภายหลังได้ แต่การตั้งใจเรียนเพียงอย่างเดียวโดยไม่พัฒนาทักษะด้านอื่นๆ เลยต่างหากที่เป็นข้อเสีย” พี่พินพินกล่าว

พี่พินพินเล่าว่า ตนเองนั้นโชคดีเนื่องจากตอนเด็กๆ ครอบครัวพาไปพบนักจิตวิทยาและพบว่าตนเองมีความสามารถในการเรียนที่สูง แต่คุณหมอก็ย้ำกับครอบครัวของเธอว่า ถึงแม้ว่าเธอจะมีศักยภาพในด้านการเรียน แต่ก็อย่ามุ่งเน้นไปที่การเรียนเพียงอย่างเดียว ให้พัฒนาทักษะในด้านอื่นๆ ด้วย จึงทำให้ครอบครัวของเธอปล่อยให้เธอได้ใช้ชีวิตที่หลากหลายและได้ลองทำในหลายสิ่ง

ปัญหาของเด็กเรียนเก่งในไทย

คือความไม่รู้ของครอบครัว เมื่อเห็นว่าลูกชอบเรียนหรือเรียนเก่ง ก็เน้นให้เรียนอย่างเดียวโดยที่ไม่ได้พัฒนาด้านอื่นๆ ให้กับเด็ก ทำให้เด็กนั้นโฟกัสไปที่การเรียนเพียงอย่างเดียวและทำให้ไม่มีโอกาสที่จะได้เรียนรู้ด้านอื่นๆ ของชีวิตหรือมีทักษะด้านชีวิตที่ด้อยกว่าเด็กทั่วไป

สังคมและชื่อเสียงของสถาบันก็เป็นหนึ่งในปัญหา เมื่อเห็นว่าเด็กคนไหนมีศักยภาพในการเรียน ก็จะให้เด็กคนนั้นเน้นไปที่การเรียนอย่างเดียวเพื่อส่งไปสอบหรือแข่งขัน พอได้รับรางวัลกลับมาทางสถาบันก็จะได้ชื่อเสียง จากจุดนี้พี่พินพินมองว่ามันส่งผลให้คนไทยส่วนใหญ่มองเด็กที่เรียนเก่งว่าเป็น “เด็กเนิร์ด” ที่ทำอย่างอื่นไม่เป็นนอกจากเรียน ซึ่งต่างจากอเมริกาที่เด็กนั้นไม่ได้พัฒนาแค่ด้านใดด้านหนึ่งเพียงอย่างเดียว ถึงจะเรียนเก่งแต่ทักษะในด้านอื่นๆ ก็ไม่ได้ด้อยไปกว่าคนทั่วไป

พี่พินพินบอกว่า ทุกคนสามารถพัฒนาทักษะหรือศักยภาพของตนเองได้และสามารถทำได้ในระยะเวลาที่พร้อมๆ กัน ซึ่งขึ้นอยู่กับความถนัดของตนเอง เพราะแต่ละคนก็มีความถนัดในเรื่องที่แตกต่างกันออกไป เพราะเมื่อถนัดเรื่องใดก็จะสามารถพัฒนาเรื่องนั้นได้ง่ายกว่าเรื่องที่ไม่ถนัด ควรที่จะพัฒนาศักยภาพที่ถนัดก่อน หรือ ควรจะไปพัฒนาในด้านที่ไม่ถนัดหรือด้อยกว่า เรื่องนี้ขึ้นอยู่กับตัวเราว่าจะจัดการอย่างไรให้เหมาะกับตัวเองเพราะฉะนั้นการจัดการพัฒนาศักยภาพของตนเองจึงเป็นสิ่งสำคัญ

พี่พินพินในปัจจุบัน

ในปัจจุบัน พี่พินพินเป็นอาจารย์สอนอยู่ที่สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจศศินทร์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พี่พินพินเล่าถึงที่มาก่อนที่จะมาเป็นอาจารย์ ที่มีความคิดอยากจะทำธุรกิจของตัวเองและได้เข้าไปทำธุรกิจเกี่ยวกับ AI และในขณะเดียวกันก็มีอาจารย์ท่านหนึ่งแนะนำให้พี่พินพินไปเป็นอาจารย์ที่สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจศศินทร์ ด้วยเงื่อนไขที่สามารถทำธุรกิจอื่นไปพร้อมกันได้จึงทำให้พี่พินพินเลือกที่จะมาเป็นอาจารย์

นอกจากอาจารย์แล้วพี่พินพินยังเป็นผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยและพัฒนา ศูนย์กู้ข้อมูล IDR Lab เป็นผู้จัดการฝ่ายการตลาด กลุ่มนักลงทุน Vectors Angel และเป็นผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท Tenxor รวมถึงเป็นที่ปรึกษาด้านเทคนิคให้กับบริษัท Edsy

เส้นทางอาชีพที่มองไว้ในอนาคต

พี่พินพินไม่ได้โฟกัสหรือเจาะจงไปในเส้นทางใดเส้นทางหนึ่ง และในปัจจุบันพี่พินพินไม่ได้จำกัดว่าจะต้องเป็นอาชีพใดอาชีพหนึ่ง แต่เป็นในลักษณะงานหรืออาชีพที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้ในหลากหลายสาขาอาชีพ

สุดท้ายแล้วความสนใจก็จะเปลี่ยนไปตามเวลาขอแค่ให้เส้นทางอาชีพนั้นมีความเกี่ยวข้องกับคณิตศาสตร์ คน และภาษาก็พอ

พี่พินพินกล่าว

สิ่งที่อยากจะฝาก

พี่พินพินบอกว่าการพูดคุยกับผู้ใหญ่หลายๆ คน จะทำให้ได้เห็นมุมมองชีวิตที่หลากหลายและทำให้เรามองชีวิตไปในระยะยาว มองไปยังอนาคต ไม่ได้มองชีวิตแค่ในระยะสั้น รวมถึงอยากให้มี Growth Mindset หรือแนวคิดที่เปิดกว้างอยู่เสมอ

พี่พินพินเล่าว่า ถ้าย้อนกลับไป 10 ปีได้ อยากจะบอกให้ตัวเองปรับตัวให้เก่งกว่านี้ “ความสามารถในการปรับตัวคือความสำเร็จในชีวิต” พี่พินพินกล่าว พร้อมทั้งแนะนำคนที่อยากเดินตามรอยพี่พินพินว่า ให้หาอะไรที่ชอบและตั้งเป้าหมายที่จะทำมัน หาข้อมูลและวางแผน พยายามเดินตามแผนที่วางไว้ถ้าไม่เป็นตามแผนก็หาทางแก้ไขและเดินหน้าต่อไป 

มีรางวัลรออยู่เสมอสำหรับคนช่างฝันที่ตั้งใจทำฝันให้เป็นจริง โอกาสมีอยู่เสมอรอบตัวเรา แต่เราต้องเตรียมตัวให้พร้อมเอาไว้เมื่อโอกาสนั้นมาถึงเราจะได้คว้ามันไว้ได้ ถึงแม้ว่าจะพลาดในครั้งแรกก็ยังมีโอกาสอื่นรอบตัวรออยู่ ให้มองสิ่งต่างๆในแง่บวกเสมอ

ล้มแล้วต้องลุก ผิดพลาดได้แต่อย่าท้อ” เป็นคำพูดที่เธอได้มาจากเพื่อนจนทำให้เธอมีพลังและเชื่อว่าในทุกวิกฤติย่อมมีโอกาสซ่อนอยู่เสมอ 

สุดท้ายแล้วความสำเร็จก็ไม่ได้เกิดจากตัวเราเพียงอย่างเดียว ครอบครัว เพื่อน พี่น้อง หรือคนรอบข้างที่คอยให้กำลังใจหรือสนับสนุน ก็มีส่วนสำคัญในความสำเร็จเช่นเดียวกัน

พี่พินพินกล่าวทิ้งท้าย

——

พี่พินพินอินกับการศึกษาและทักษะภาษาอังกฤษค่อนข้างมาก เนื่องจากเห็นว่าเป็นดั่งประตูสู่โอกาสและความรู้ต่างๆ ในโลกนี้ จึงตกลงมาเป็นที่ปรึกษาให้กับ Edsy แพลตฟอร์มสอนภาษาอังกฤษที่ต้องการทำให้นักเรียนส่วนใหญ่ในประเทศสามารถเข้าถึงการเรียนภาษาที่มีประสิทธิภาพ เหมือนในโรงเรียนนานาชาติและในต่างประเทศ ตอนนี้ Edsy กำลังรับสมัครติวเตอร์ Young Gen ไฟแรง (พาร์ทไทม์) ที่ต้องการร่วมสร้างความเปลี่ยนแปลง ใครสนใจสามารถสมัครไ้ด้ทาง bit.ly/edsyfellow เลย

สูตรความสำเร็จกับ "ที่สุด" ของประเทศ

คอร์สออนไลน์กับผู้บริหาร ผู้นำทางความคิด แบบที่ไม่เคยมีมาก่อน