เอธภาวิน เจตน์จิราวัฒน์: ผู้เริ่มจากวิกฤตต้มยำกุ้ง สู่ผู้บริหารกองทุนระดับโลก

วิกฤตต้มยำกุ้งคือจุดเริ่มต้นเส้นทางสายการเงินการลงทุนของ ‘พี่เอ็ดดี้’ ชาวไทยในสิงคโปร์ที่งานของเขาคือการช่วยฟื้นฟูกิจการให้เติบโตอย่างเต็มประสิทธิภาพ

เรียน Harvard แล้วทำไมเลือกทำงานที่สิงคโปร์?
ธุรกิจในไทยต่างจากที่อื่นในเอเชียตรงไหน?
ทำอย่างไรถึงวงการสตาร์ทอัปไทยถึงจะเติบโต?

 

วิกฤตการเงินคือตัวจุดความสนใจ

สิ่งที่ทำให้พี่เอ็ดดี้เลือกเรียนด้านการเงินคือผลกระทบจากวิกฤตต้มยำกุ้งที่มีผลกระทบอย่างใหญ่หลวงกับเมืองไทย โดยคำถามที่เขาตั้งไว้กับตัวเองคือ “สาเหตุของวิกฤตการเงินของเมืองไทยครั้งนี้คืออะไร?” และ “จะป้องกันวิกฤตเหล่านี้ไม่ให้เกิดขึ้นอย่างไร?”

คำตอบของคำถามแรกคือ การจัดสรรทรัพยากรที่ผิดพลาด โดยอย่างที่รู้กันว่าก่อนวิกฤตต้มยำกุ้งจะเกิดขึ้นนั้นเศรษฐกิจไทยอยู่ในช่วงขาขึ้น สามารถกู้เงินต่างประเทศมาลงทุนในเมืองไทยได้ง่าย ซึ่งความผิดพลาดคือคนก็มักจะกู้ระยะสั้นมาลงทุนในสินทรัพย์เพื่อการเก็งกำไร เช่น ที่ดิน ที่ต้องใช้ระยะเวลานานกว่าจะได้ผลตอบแทน พี่เอ็ดดี้จึงคิดว่า หากตนได้ทำงานในตลาดทุนก็จะมีโอกาสได้เห็นและทำความเข้าใจวิธีการของคนกลางที่คอยจัดสรรเงินจากนักลงทุนเพื่อไปกระจายตามโปรเจกต์ต่างๆ และเชื่อว่าเขาจะสามารถทำให้กระบวนการจัดสรรมีประสิทธิภาพมากขึ้นและลดความผิดพลาดลงได้ อาชีพที่พี่เอ็ดดี้สนใจจึงเป็น Investment Banker

ช่วงที่พี่เอ็ดดี้เข้ามาทำงานที่บริษัทหลักทรัพย์เมอร์ริล ลินช์ ภัทร (Merill Lynch Phatra) ในฐานะ Investment Banker นั้นคือช่วงปี 2543 หรือก็คือหลังเกิดวิกฤตการเงินได้ไม่นาน โปรเจกต์ที่ได้ทำส่วนใหญ่จึงเป็นการดูทรัพย์สินที่เสียหายของธนาคารและดูว่ามีกิจการอะไรที่พอจะระดมทุนใหม่เพื่อให้สามารถฟื้นตัวได้บ้าง

ช่วยชุบกิจการในไทย

หลังจากทำงานฝั่งระดมทุนแล้ว พี่เอ็ดดี้ก็มีโอกาสข้ามไปทำงานด้าน Private Equity หรือกองทุนที่ลงทุนในบริษัทนอกตลาดที่ Lombard Investments งานของพี่เอ็ดดี้คือเป็นคนตัดสินใจว่าจะนำเงินที่ได้จากนักลงทุนไปช่วยธุรกิจไหนให้กลับมายืนขึ้นอีกครั้งได้ เนื่องจากช่วงนั้นตลาดหลักทรัพย์ไทยเพิ่งเกิดสภาวะตลาดหุ้นล้มหมาดๆ จึงไม่มีใครสามารถนำหุ้นเข้ามาขายในตลาดหลักทรัพย์ (IPO) ได้ และธนาคารก็ไม่ได้ปล่อยกู้เพราะหนี้เสียเดิมก็ยังมีเยอะ ธุรกิจที่ต้องการทุนจึงไม่มีแหล่งเงินทุนอื่นนอกจากกองทุนที่ลงทุนในบริษัทนอกตลาด

การทำงานที่นี่จึงทำให้พี่เอ็ดดี้ได้เข้ามาช่วยฟื้นฟูกิจการในเมืองไทยหลายแห่งทั้งในแง่การให้เงินทุนและการเข้าไปช่วยวางแผนกลยุทธ์เพื่อให้กิจการขยับขยาย เช่น การลงทุนในบริษัทเซ็นทรัลพัฒนาเพื่อพลิกโฉมเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ให้เป็นเซ็นทรัลเวิลด์ในปัจจุบัน

หลังจากลงทุนได้ระยะหนึ่งพี่เอ็ดดี้มองเห็นว่าเงินทุนนั้นสําคัญก็จริงแต่การที่จะช่วยเพิ่มคุณค่าให้กิจการในระยะยาวนั้นต้องมีความรู้ความสามารถในการบริหารจัดการและการวางแผนธุรกิจในด้านต่างๆ ที่มากกว่าแค่การให้เม็ดเงิน เขาจึงตัดสินใจเรียนต่อ MBA ที่ Harvard University

เริ่มชีวิตในต่างแดน

แต่ถึงจะไปเรียนไกลถึงอเมริกา เขาก็ไม่เคยคิดจะทำงานต่อที่นั่น เหตุผลแรกคือในระยะยาวพี่เอ็ดดี้ยังอยากกลับไปอยู่เมืองไทย จึงเลือกทำงานในประเทศแถบเอเชีย เพราะมองว่าเน็ตเวิร์กที่ได้จากแถบนี้จะมีประโยชน์ต่อการทำงานเมื่อได้กลับไปเยือนเมืองไทยอีกครั้งมากกว่า ประจวบเหมาะกับช่วงนั้น Temasek บริษัทโฮลดิ้งในสิงคโปร์ กำลังปรับโครงสร้างบริษัทให้มีการลงทุนในต่างประเทศมากขึ้น ทางบริษัทจึงตระเวนรับสมัครคนที่เรียนจบ MBA จากมหาวิทยาลัยดัง

ทางพี่เอ็ดดี้ได้ร่วมพูดคุยกับ Temasek แล้วก็รู้สึกว่าเป็นบริษัทที่น่าสนใจเพราะแม้จะยังเป็นองค์กรที่ไม่ได้ใหญ่โต ณ วันนั้น แต่ก็มีพอร์ตโฟลิโอมูลค่ากว่า 180,000 ล้านเหรียญสิงคโปร์และเป้าหมายที่ค่อนข้างทะเยอทะยาน นอกจากนี้ยังมีการลงทุนที่ยืดหยุ่น คือสามารถลงทุนกับธุรกิจหลายรูปแบบไม่ว่าจะเป็นสตาร์ทอัป บริษัทนอกตลาด ไปจนถึงบริษัทที่ IPO แล้ว ทำให้สามารถสนับสนุนได้ทั้งบริษัทระยะต้น ระยะกลาง และระยะ Mature ซึ่งตรงกับเนื้องานที่พี่เอ็ดดี้อยากทำด้วย สุดท้ายพี่เอ็ดดี้จึงตัดสินใจทำงานที่นี่จนถึงปัจจุบัน

ทำไมถึงทำงานที่เดิมนานถึง 14 ปี

ส่วนตัวพี่เอ็ดดี้คิดว่าคนส่วนใหญ่ที่ยังทำงานที่เดิมและไม่ได้ออกไปหาโอกาสใหม่ๆ นั้นเป็นเพราะงานปัจจุบันสามารถเติมเต็มเป้าหมายของตัวเองได้ อย่างเป้าหมายหรือคุณค่าในตัวงานที่พี่เอ็ดดี้มองหาก็คือการได้ช่วยเหลือธุรกิจและผู้ประกอบการให้เติบโตขึ้นได้ด้วยการให้เงินทุน คำปรึกษาและเน็ตเวิร์กที่ Temasek มี

แต่ก็ใช่ว่าในระยะ 14 ปีที่ผ่านมาพี่เอ็ดดี้จะมีภาระหน้าที่เหมือนเดิมมาโดยตลอด อย่างช่วง 5-6 ปีแรกพี่เอ็ดดี้ก็ดูแลกิจการต่างๆ ที่เกี่ยวกับพลังงาน จากนั้นก็ได้ลองสวมบทบาท Chief of Staff ให้กับ CEO ทำให้มีโอกาสได้เห็นภาพการตัดสินใจใหญ่ๆ ขององค์กร และ 5 ปีล่าสุดพี่เอ็ดดี้ก็ได้มาดูแลกิจการที่อยู่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พี่เอ็ดดี้จึงมองว่าตัวเองค่อนข้างโชคดีที่มีได้ทดลองทำหลายหน้าที่และได้เจอกับความท้าทายอยู่เสมอแม้จะอยู่องค์กรเดิมทำให้สามารถอยู่กับบริษัทได้ค่อนข้างนาน

ขยายบริษัทไประดับโลก

วิธีที่ Temasek ใช้คือการส่งพนักงานไปดีลงานในต่างประเทศบ่อยๆ เพื่อทำความเข้าใจตลาดที่นั่น แล้วเมื่อถึงเวลาที่จะขยายไปมีออฟฟิศไปต่างประเทศก็จะส่งพนักงานที่อยู่กับ Temasek มานานระดับหนึ่งจนซึมซับวัฒนธรรมองค์กรและมี ‘DNA’ ของ Temasek ไปประจำตามสำนักงานในต่างประเทศเพื่อเป็นคนยืนพื้น แล้วจึงค่อยประกาศรับสมัครคนในพื้นที่นั้นๆ ให้เข้ามาทำงาน วิธีนี้เป็นวิธีที่ทำให้เข้าใจและปรับตัวตามตลาดต่างประเทศได้มากขึ้น แต่ในขณะเดียวกันก็ยังคงความเป็น Temasek อยู่

ความแตกต่างของธุรกิจในไทย

เนื่องจาก Temasek เป็น Global Investor ที่ลงทุนในหลายประเทศ เราจึงอยากรู้ว่าธุรกิจในไทยมีเอกลักษณ์ต่างจากชาติอื่นอย่างไร โดยจากที่พี่เอ็ดดี้ตั้งข้อสังเกต เขาพบว่าธุรกิจในไทยส่วนใหญ่จะโฟกัสแต่ตลาดในประเทศเป็นหลัก เปรียบเทียบกับประเทศอื่นๆ ในเอเชียอย่างไต้หวันหรือเกาหลีใต้ที่ก้าวข้ามตลาดบ้านเกิดแล้วเติบโตจนถึงระดับภูมิภาคหรือระดับนานาชาติ ในขณะที่ในเมืองไทยมีเพียงบริษัทใหญ่ๆ หยิบมือเดียวที่เพิ่งเริ่มขยับขยายไปต่างประเทศได้ไม่นาน

สตาร์ทอัปไทยเป็นอย่างไรในมุมมองนักลงทุน

พี่เอ็ดดี้มองว่าความท้าทายที่ทำให้ยังไม่มีสตาร์ทอัปในเมืองไทยไต่ไปถึงระดับยูนิคอร์นได้หรืออาจจะไม่ได้รับความนิยมเท่าสตาร์ทอัปจากประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาคเดียวกันนั้นมีอยู่ 2 อย่าง อย่างแรกคือเรื่องวิสัยทัศน์ที่บอกไปข้างต้นว่าธุรกิจในไทยมักจะมุ่งเน้นไปที่ตลาดในบ้านทำให้มีข้อจำกัดด้านกำลังซื้อและจำนวนประชากร อย่างที่สองคือเมืองไทยค่อนข้างขาด Tech Talent อยู่เมื่อเทียบกับอินโดนีเซียหรือเวียดนามที่มีคนจบจากสาขา STEM (Science, Technology, Engineering, and Mathematics) จำนวนมากทำให้ประเทศเหล่านี้ปรับตัวเข้าสู่เศรษฐกิจยุคดิจิทัลได้ดีกว่า พอสองอย่างนี้มารวมกันก็ยากที่เมืองไทยจะมีสตาร์ทอัปยูนิคอร์นได้สักที และเมื่อเป็นแบบนี้หลายปีเข้า นักลงทุนที่ให้เงินมาเป็นทุนแก่กิจการเหล่านี้ก็เริ่มหันไปลงทุนกับประเทศอื่นที่มีตัวอย่างความสำเร็จแทน

มีหนทางที่วงการสตาร์ทอัปไทยจะเติบโตกว่านี้ไหม

ความจริงแล้วปัญหาที่ไทยเผชิญอยู่นั้นค่อนข้างคล้ายคลึงกับที่สิงคโปร์ แต่สิงคโปร์มีวิธีแก้ปัญหาคือสร้าง Regulatory Sandbox หรือสนามทดสอบสำหรับแนวคิดทางธุรกิจ ผลิตภัณฑ์ หรือนวัตกรรมใหม่ๆ ภายใต้การกำกับดูแลของหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้อง ผู้ประกอบการหรือนักลงทุนสามารถทดสอบผลิตภัณฑ์ หรือปรับแต่งโมเดลทางธุรกิจในสภาพแวดล้อมทางธุรกิจหรือการประกอบการที่ถูกควบคุม โดยผู้ประกอบการไม่ต้องกังวลว่าจะถูกดำเนินการทางกฎหมาย ในขณะเดียวกันสิงค์โปร์เป็นประเทศเล็กทําให้สตาร์ทอัปที่นี่จําเป็นที่ต้องมีแผนธุรกิจที่สามารถขยายไปนอกประเทศได้ตั้งแต่เริ่มต้น และรัฐบาลสิงค์โปร์ยังมีนโยบายสนับสนุนให้ Tech Talent นานาชาติเข้ามาทํางานในประเทศ เพราะฉะนั้นพี่เอ็ดดี้มองว่าถ้าประเทศไทยสร้างพื้นฐานเหล่านี้ได้ก็จะช่วยให้วงการสตาร์ทอัปไทยเติบโตขึ้นได้

ข้อคิดที่ได้จากผู้ประกอบการ

ด้วยเนื้องานของพี่เอ็ดดี้ทำให้ได้พบปะกับเหล่าผู้ประกอบการมากหน้าหลายตา เราจึงอยากรู้ว่าพอจะมีข้อคิดดีๆ ที่พี่เอ็ดดี้ได้จากการพบเจอคนเหล่านี้ไหม โดยพี่เอ็ดดี้ให้คำตอบมาว่า สิ่งที่ผู้ประกอบการขาดไม่ได้คือความกัดไม่ปล่อยจนกว่าจะได้สิ่งที่ต้องการและ ‘สปิริตนักสู้’ ที่แม้ล้มกี่ครั้งก็ลุกขึ้นได

สูตรความสำเร็จกับ "ที่สุด" ของประเทศ

คอร์สออนไลน์กับผู้บริหาร ผู้นำทางความคิด แบบที่ไม่เคยมีมาก่อน

Verified by MonsterInsights