Wesley Ng: เจ้าของ CASETiFY หาเคสมือถือที่ถูกใจไม่ได้ จึงทำเคสขึ้นมาใช้เอง

‘CASETiFY’ จากการขายเคสมือถือ จนพัฒนากลายเป็นแบรนด์ระดับโลกที่มียอดขายในปีล่าสุด ประมาณ 43.6 ล้านดอลลาร์

ใครจะเชื่อว่าแค่แบรนด์อุปกรณ์มือถือจะสามารถมียอดขายได้ขนาดนี้ ดีไซน์ที่แปลกตาและสวยงาม แต่ก็แข็งแรงทนทานในขณะเดียวกัน จึงทำให้เคสมือถือของ CASETiFY เป็นที่ชื่นชอบของใครหลายๆ คนหรือแม้กระทั่งดาราระดับโลกอย่าง ไคลี เจนเนอร์ (Kylie Jenner) จีจี ฮาดีด (Gigi Hadid) และ เชย์ มิทเชล (Shay Mitchell)

เวสลีย์ อิ้ง (Wesley Ng) ผู้ร่วมก่อตั้งและ CEO ของ CASETiFY ทำอย่างไรจึงสามารถทำให้ CASETiFY ก้าวขึ้นมาเป็นแบรนด์ระดับโลกในตลาดเคสมือถือที่แข่งขันสูงได้

ติดตามต่อได้ที่นี่


จุดเริ่มต้นของCASETiFY

วันหนึ่งเวสลีย์กำลังหาเคสมือถือที่แข็งแรงแต่ดูมีสไตล์สักอันหนึ่งให้กับไอโฟนของเขา แต่ไม่มีเคสอันไหนที่ถูกใจเลย เขาจึงสร้างแพลตฟอร์มที่โต้ตอบได้ชื่อว่า Casetagram ขึ้นมา โดยผู้ใช้สามารถออกแบบเคสมือถือตัวเองได้ หลังจากนั้นไอเดียนี้จึงได้พัฒนามาเป็น CASETiFY ที่ไม่ใช่แค่แพลตฟอร์มโต้ตอบธรรมดาแล้ว แต่เป็นแบรนด์ไลฟ์สไตล์ระดับโลกที่ผู้ใช้สามารถออกแบบเองได้

เวสลีย์บอกว่าเพราะมีอินสตาแกรม ถึงมี CASETiFY เมื่อก่อนเขาติดอินสตาแกรมมาก จนเกิดไอเดียอยากนำรูปภาพในอินสตาแกรมไปทำเป็นเคสมือถือ เขาจึงร่วมก่อตั้ง CASETiFY ขึ้นในปี 2011 ที่ฮ่องกง “หลายคนชอบเรียกแบรนด์เราว่าแบรนด์อินสตาแกรม แต่ผมไม่โกรธเลย” ไม่ได้มีเพียงเคสมือถือเท่านั้นที่ได้แรงบันดาลใจมาจากอินสตาแกรม เขายังใช้อินสตาแกรมในการทำการตลาดและเข้าถึงลูกค้าจากทั่วทุกมุมโลกในช่วงแรกอีกด้วย

เวสลีย์ให้ความสำคัญกับการทำสื่อการตลาดออนไลน์มากๆ ซึ่งเป็นหนึ่งในสาเหตุหลักที่ทำให้ CASETiFY ขยับขึ้นมาเป็นแบรนด์ระดับโลกได้อย่างรวดเร็ว และมีอินฟลูเอนเซอร์มากหน้าหลายตาใช้เคสของ CASETiFY ในทุกวันนี้


อะไรทำให้CASETiFYแตกต่างจากเคสอื่นๆ

แน่นอนว่าถ้าพูดถึงเคสมือถือ ความแข็งแรงและทนทานต้องมาเป็นอันดับ 1 สำหรับหลายคนที่อยากซื้อเคสสักอันหนึ่ง และ CASETiFY ก็ให้ความสำคัญกับสิ่งนี้มากๆ เคสของ CASETiFY จะต้องถูกนำไปทดสอบการตกกระแทกก่อนทุกอัน แล้วจึงนำไปให้นักออกแบบรังสรรค์ผลงานที่แปลกใหม่ มีเอกลักษณ์ และไม่เหมือนใคร

แต่เวสลีย์เชื่อว่าสิ่งหนึ่งที่ทำให้ CASETiFY แตกต่างจากเจ้าอื่นคือการเป็นสินค้าที่ตอบโจทย์คนยุคใหม่ที่ชอบการมีอะไรที่เป็นของเฉพาะตัว และต้องการแสดงความเป็นตัวเองออกมาผ่านสิ่งของที่ใช้ เขาจึงมีไอเดียให้ลูกค้าออกแบบเคสของตัวเองได้ เช่น การใส่ชื่อตัวเองเข้าไป การเลือกสีเคสที่ชอบ หรือวัสดุของตัวเคส นอกจากนี้เขายังได้ร่วมงานกับแบรนด์และนักออกแบบต่างๆ ที่มีชื่อเสียง เพื่อออกแบบลายเคสมือถือคอลเลกชันพิเศษ ครั้งหนึ่ง CASETiFY ได้ร่วมงานกับภาพยนตร์เกาหลีเรื่อง Parasite ที่ได้รับรางวัลออสการ์ปีที่แล้ว เวสลีย์บอกว่าการร่วมโปรเจกต์กับหนังที่ประสบความสำเร็จทำให้แบรนด์สามารถเข้าถึงลูกค้าทั่วโลกด้วยวิธีใหม่

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าอีกหนึ่งที่มาความสำเร็จของ CASETiFY ในการก้าวขึ้นเป็นบริษัทระดับโลกนั้นมาจากทีมที่มีสมาชิกหลากหลาย สมาชิกในทีมแต่ละคนของเวสลีย์มีประสบการณ์และมุมมองที่ต่างกัน ซึ่งสำคัญมากๆ สำหรับการทำให้สินค้าให้เป็นที่ต้องการของคนในแต่ละประเทศทั่วโลก และนั่นยังรวมถึงการร่วมงานกับนักออกแบบจากหลากหลายเชื้อชาติอีกด้วย

อีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญคือการสร้างอิมแพคที่ดีให้กับสังคม CASETiFY เพิ่งออกเคสมือถือรักษ์โลกและย่อยสลายได้เป็นแบรนด์แรกของโลกเมื่อปีที่แล้ว “เรามีลูกค้าล้านกว่ารายทั่วโลก และเราอยากทำให้ชีวิตของพวกเขาดีขึ้น” เวสลีย์กล่าว “เมื่อไรก็ตามที่คุณซื้อสินค้าจากเรา คุณไม่ได้แค่ออกแบบและซื้ออุปกรณ์ใหม่ของคุณเอง แต่คุณยังได้ช่วยเหลือโลกของคุณอีกด้วย”


คำแนะนำช่วงวิกฤติ

CASETiFY เองก็ได้รับผลกระทบเช่นกันในช่วงวิกฤติครั้งนี้ แต่เวสลีย์สามารถผ่านมาได้ และเขาก็มีคำแนะนำเล็กๆ น้อยๆ ที่พวกเราอาจนำไปประยุกต์ใช้ได้ อย่างแรกคือการเชื่อใจทีมตัวเอง แน่นอนว่าไม่มีใครคาดคิดมาก่อนว่าจะเกิดวิกฤติขึ้น แต่สิ่งที่สำคัญคือการพูดคุยกับคนในทีม เขาถามตัวเองว่า บริษัทเขาควรจะผลิตหน้ากากผ้าไหมตอนที่คนทั้งโลกกำลังต้องการ แต่ไม่สามารถตัดสินใจได้ เขาจึงลองถามความเห็นของทีมบริหารของเขาที่ฮ่องกงและลอสแอนเจลิส พวกเขาบอกว่ามันไม่มีอะไรเสียหายถ้าจะลองทำสินค้าที่คนกำลังต้องการ เขาเชื่อทีมของเขาและตัดสินใจเดินหน้าลงมือทำ ท้ายที่สุดหน้ากากผ้าของเขาก็ได้รับความนิยมอย่างมาก และได้รับการไว้วางใจจากลูกค้า สำหรับหน้ากากทุกชิ้นที่ขายได้ เขาจะบริจาคหน้ากาก 1 ชิ้นให้กับบุคลากรทางการแพทย์ และนี่ก็เป็นแคมเปญที่ประสบความสำเร็จอย่างมาก ถ้าเขาไม่เชื่อทีม เขาก็คงพลาดโอกาสในการออกสินค้าใหม่ไปแล้ว

นอกจากนี้ เวสลีย์ยังให้ความสำคัญกับความยืนหยุ่นอย่างมาก ทีมของเขาคิดค้นอุปกรณ์ฆ่าเชื้อโรคด้วยรังสี UV ที่สามารถใช้กำจัดเชื้อโรคบนโทรศัพท์มือถือและแกดเจ็ตต่างๆ ได้ “เราสามารถคิดค้นและวางขายในตลาดได้รวดเร็วมากๆ และเงินทุกบาททุกสตางค์ที่ได้จากการขายจะบริจาคให้กับกองทุนช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากโควิด-19” เวสลีย์กล่าว “ผมภูมิใจกับทีมของผมมากๆ ที่สามารถตอบสนองต่อสถานการณ์ได้อย่างไวและมีความคิดริเริ่มที่ดีมาก”

การกระจายความเสี่ยงก็เป็นสิ่งที่สำคัญ “ใช้ช่องทางทำการตลาดหลายๆ ช่องทาง มีแหล่งผลิตหลายๆ ที่ ประสบการณ์ช่วงโควิด-19 ทำให้ผมเรียนรู้ถึงความสำคัญของการกระจายความเสี่ยงและการสร้างทีมที่ยืดหยุ่น” เวสลีย์กล่าว สำหรับสตาร์ทอัพเองก็เหมือนกัน สตาร์ทอัพหลายแห่งชอบให้ความสำคัญกับช่องทางเดียว แล้วทุ่มเททุกอย่างลงไปที่ช่องทางนั้น ซึ่งมีความเสี่ยงมาก นอกจากนี้ ทีมก็สำคัญ ถ้าทีมดี ก็จะสามารถตอบสนองต่อสถานการณ์ในช่วงนี้ได้อย่างทันท่วงที

 

คำแนะนำสำหรับสตาร์ทอัพที่อยากบุกตลาดที่อิ่มตัวแล้ว

เวสลีย์แนะนำให้ลองหาสิ่งที่ทำให้ตัวเองแตกต่างจากคนอื่นและซื่อสัตย์กับเป้าหมายของตัวเองต่อไปเรื่อยๆ “ถึงแม้ว่าตลาดจะอิ่มตัวและเต็มไปด้วยสินค้าเลียนแบบและราคาถูก แต่ถ้าเรายังภาคภูมิใจในสิ่งที่เราทำ เราก็ไม่ต้องสนใจว่าจะถูกมองข้ามจากการแข่งขันอันดุเดือดหรือไม่ ลูกค้าชอบสินค้าของแท้และมีคุณภาพมากกว่าสิ่งอื่นใด ดังนั้นเราต้องให้ความสำคัญกับสองสิ่งนั้นในทุกๆ ส่วนของธุรกิจเรา” เวสลีย์กล่าว

 

ความสำเร็จของCASETiFY

ทุกวันนี้ แอคเคาท์อินสตาแกรมของ CASETiFY มีผู้ติดตามมากกว่า 2 ล้านกว่าราย และแบรนด์ก็มียอดขายสุทธิอยู่ที่ประมาณ 43.6 ล้านดอลลาร์ในปี 2020 ไม่น่าเชื่อว่าจากการขายเคสมือถือในวันนั้น จะสามารถพัฒนามาเป็นแบรนด์ระดับโลกที่สร้างรายได้ได้ขนาดนี้

เวสลีย์แสดงให้เห็นแล้วว่า ถึงจะเข้าร่วมเป็นผู้เล่นในตลาดที่มีการแข่งขันสูง แต่ถ้าสามารถหาจุดแข็งของตัวเองได้ การก้าวขึ้นมาเป็นแบรนด์ระดับโลกในวงการของตัวเองก็ไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้
หลังจากนี้ เขากำลังจะร่วมงานกับพาร์ทเนอร์หลายๆ เจ้าต่อไป “พวกเรากำลังหาสินค้าใหม่ๆ เพื่อชวนให้เหล่าลูกค้าของเรามาใช้ CASETiFY มากขึ้นและกลายเป็นส่วนหนึ่งของไลฟ์สไตล์” เวสลีย์กล่าวปิดท้าย


อ้างอิง
https://bit.ly/2U85dvm
https://bit.ly/2TLuE5E
https://bit.ly/3gJQmyX
https://bit.ly/3xrzaEY

สูตรความสำเร็จกับ "ที่สุด" ของประเทศ

คอร์สออนไลน์กับผู้บริหาร ผู้นำทางความคิด แบบที่ไม่เคยมีมาก่อน